ข่าว ล่าสุด ฟุตบอลต่างประเทศ นักเตะโชคร้ายที่ชื่อว่า มาร์โก้ รอยส์ – Goalstorm

ข่าว ล่าสุด ฟุตบอลต่างประเทศ ความผิดหวังนั้นมันเป็นสิ่งที่ควบคู่กับชีวิตมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีความหวังเราก็ต้องเตรียมใจยอมรับความผิดหวังอยู่เสมอ แน่นอนล่ะว่าคงไม่มีใครชอบที่จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หัวใจคนเราไม่ใช่เหล็กกล้าที่มันจะทนเจ็บช้ำได้บ่อยๆ แต่เชื่อไหมว่าในโลกของกีฬาฟุตบอลมีนักเตะอยู่คนหนึ่งที่เขาต้องเผชิญกับความผิดหวังอยู่ซ้ำๆ

ไม่ใช่ในเรื่องของฟอร์มการเล่นแต่เป็นเรื่องของโชคชะตา ที่มักจะกีดกันเส้นทางของเขากับความฝัน

ที่จะได้ไปเล่นทีมชาติในรายการใหญ่อยู่เสมอ โชคชะตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ มันเป็นความผิดหวังที่อยู่นอกเหนือวิทยาศาสตร์

มาร์โก รอยส์ เหมือนจะคุ้นชินกับความผิดหวังมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ในวันที่เขาเลือกจะจริงจังกับวงการฟุตบอล และต่อให้เขามีทีมสังกัดตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ

กับอคาเดมีของ สโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในตอนนั้นความผิดหวังครั้งแรกก็มาเยือน รอยส์ ได้พบเจอกับโชคร้ายเหมือนกับที่เด็กชายตัวเล็กทั่วไปเคยเจอ

ร่างกายบอบบางจึงถูกออก

เขาถูกสโมสรคัดออกจากระบบเยาวชนด้วยเหตุผลที่มีร่างกายบอบบาง และนั่นอาจจะเป็นปัญหาเมื่อเขาก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะอาชีพ 

เขากอดเอาความผิดหวังครั้งแรกมุ่งหน้าเดินทางต่อ สุดท้ายนักเตะตัวเล็กอย่าง รอยส์ ก็ได้เจอที่หมายที่นั่นคือทีมระดับนอกลีกที่ชื่อว่า รอต – ไวส์ อาเลน

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ  ที่ทำให้ รอยส์ เริ่มต้นประกอบความหวังขึ้นมาใหม่ โอกาสที่ได้รับในการลงเล่นเป็นประจำในทีมเล็ก

นอกลีกส่งผลให้เขาเริ่มมีการพัฒนาการ และในวันที่เจิดจรัสแมวมองทีมดังจาก บุนเดสลีกา ก็เริ่มสนใจเขาอีกครั้ง

ในฤดูกาล 2011/12 รอยส์ ภายใต้ ทีมโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค สามารถพาตัวเองเข้ามาติดทีมยอดเยี่ยมของ บุนเดสลีกา ก่อนที่จะถูกดึงตัวกลับเข้าสู่อ้อมกอดทีมเก่าอย่าง

สโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยช่วงเวลาที่ทุกคนยอมรับว่าเขาคือนักเตะที่มีฝีเท้าเยี่ยมและอยู่ในจุดที่พีคที่สุดในการค้าแข้งอาชีพ 

แต่ที่นี่คือ บุนเดสลีกา ในยุคที่ทีมอย่าง บาร์เยิร์น มิวนิค นั้นอยู่ในจุดที่สูงที่สุดของห่วงโซ่อาหารในเวลานั้น ถึงแม้ตัวของ มาร์โก้ รอยส์ จะเก่งกาจและฝีเท้าเยี่ยมแค่ไหน

แต่ในทุกๆ ย่างก้าวของความสำเร็จที่ทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เดินทาง ใน ตารางคะแนนบุนเดสลีกา จะมีทีมอย่าง บาร์เยิร์น มิวนิค นำหน้าอยู่เสมอ

การวิ่งไล่ตามความสำเร็จของ สโมสรบาร์เยิร์น มิวนิค ตลอดเวลา มันทำให้นักเตะภายในทีมเสือเหลืองเริ่มที่จะมองหาอนาคตและความสำเร็จในอาชีพไม่ว่าจะเป็น

มัตส์ ฮุมเมล, มาริโอ เกิทเซ่, และ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี ทั้งหมดเริ่มตระหนักได้ว่ามันคงถึงเวลาที่จะสละความฝันที่เคยมีร่วมกันกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ยอมถอดเสื้อสีเหลืองวางทิ้งไว้และตัดสินใจสวมเสื้อสีแดงของ บาร์เยิร์น มิวนิค แทน และนั่นก็มีเพียงคนอย่าง รอยส์ เท่านั้นที่อยู่แบกความหวังและความฝันในทุกช่วงเวลา

ที่เสือเหลืองผลัดใบ แม้ว่านักเตะและผู้จัดการทีมมากมายจะเข้ามาและจากไป ในทุกๆ ฤดูกาลก็จะมีเพียง มาร์โก้ รอยส์ ที่ยังยืนหยัดอยู่ที่เดิม

แน่นอนว่าหลายคนมองเรื่องที่เขาอยู่ทำตามความฝันที่เคยให้ไว้กับตัวเองในวัยเด็กเป็นเรื่องที่ดี แต่นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ชื่อของ มาร์โก้ รอยส์ ถูกบดบัง

อยู่ภายใต้เงาของ บาร์เยิร์น มิวนิค อย่างที่เป็นอยู่ ปีแล้วปีเล่าที่เขาเริ่มห่างไกลจากความสำเร็จเรื่อยๆ แต่แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จกับสโมสรที่เลือก รอยส์เอง

ก็ยังคงมีรอยยิ้มและความภาคภูมิใจ เขาบอกกับตัวเองว่าอย่างน้อยก็ไม่เลือกทรยศความฝัน และอีกอย่างต่อให้

โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ วิ่งไล่ตามความสำเร็จไม่ทัน แต่ในนามของ ทีมชาติเยอรมัน เขายังมีความหวังอยู่เต็มเปี่ยม

ในยุคของ โยอาคิม เลิฟ นักเตะทีมชาติเยอรมันต่างถูกเรียกว่า “ โกลเด้น เจอเนอเรชั่น ”มันเป็นยุคที่ดีที่สุดเท่าที่เยอรมันจะมีได้ รอยส์ ติดทีมชาติครั้งแรกในปี 2011

และฝีเท้าของเขาก็เริ่มพีกขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นคนโปรดของ โยอาคิม เลิฟ เรื่อยมา ความยอดเยี่ยมของ รายชื่อนักเตะเยอรมัน ยุคนั้น

บวกกับฝีเท้าที่ไม่เป็นสองรองใครของตัวเขาเอง มันทำให้ประกายแห่งความหวังถูกจุดให้ลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง 

ฟุตบอลโลก ปี 2014 คือทัวนาเม้นท์รายการใหญ่รายการแรกที่ มาร์โก้ รอยส์ จะมีส่วนร่วมอย่างเต็มตัวหลังจากระเบิดฟอร์มสุดแกร่งใน ศึกบุนเดสลีกา เมื่อฤดูกาล 2013/14

เขาลงเล่นภายใต้เสื้อสีเหลืองของ โบุรสเซีย ดอร์ทมุนด์ 16 ประตู 14 แอสซิสต์ใน 30 เกมที่ลงเล่น ไม่มีทางเลยที่ โยอาคิม เลิฟ จะปฎิเสธการจดรายชื่อของเขาลงเป็นทีมชาติและการันตีด้วยตำแหน่งตัวจริง

แต่เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง เหมือนคนอย่าง รอยส์ เกิดมาคู่กับความผิดหวัง ในเกมอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติอาร์เมียเนีย แม้ เยอรมัน ชุดที่ถูกเรียกว่า

เป็นชุดที่ดีที่สุดในรอบหลายปีจะเอาชนะไปได้แบบสบายเท้าด้วยสกอร์ 6 -1 แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับจบลงด้วยรอยน้ำตาของลูกผู้ชายที่ชื่อว่า มาร์โก้ รอยส์ 

การบาดเจ็บที่ข้อเท้าอย่างรุนแรงในเกมอุ่นเครื่องก่อนที่จะเริ่มทัวร์นาเมนต์อีกไม่กี่วันต่อจากนี้ เปรียบเสมือนฟ้าที่ผ่าลงมากลางหัวใจ รอยส์ ต้องเดินก้มหน้าคอตกบอกลา

ทีมชาติเยอรมันชุดที่ดีที่สุด ไป และมันก็ไม่ผิดคาด เมื่อ โกลเด้น เจอเนอเรชั่นส์ สามารถผงาดไปคว้า แชมป์ฟุตบอลโลก ได้หลังจากนั้น

2 ปีผ่านไปจาก ฟุตบอลโลก 2014 สู่ทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลยูโร ในปี 2016 รอยส์ ละทิ้งความเจ็บปวดทุกอย่างไว้เบื้องหลัง เขาเดินหน้าสร้างผลงานเพื่อหวังจะได้เฉิดฉายภายใต้

เสื้อของทีมชาติอีกครั้ง แต่เหมือนฝันร้ายนั้นยังตามติดตัวเขาเป็นเงา ต่อให้ใน บุนเดสลีกา รอยส์ จะยิงในสีเสื้อของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไป 20 ประตูจนช่วยให้ทีมจบที่อันดับสองใน ตารางคแนนบุนเดสลีกา

แต่นั่นก็ไม่เพียงพอให้เขาเอาชนะโชคร้าย อาการบาดเจ็บที่โคนขาหนีบเข้ามาเล่นงานเขาอย่างหนัก สุดท้ายเขาก็อกหักกับ ฟุตบอลยูโร 2016 อีกครั้ง

และเหมือนว่าทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในนามทีมชาติกับชายที่ชื่อว่า มาร์โก้ รอยส์ จะเป็นเหมือนเส้นขนาน ต่อให้ได้ไปแก้ตัวกับ ฟุตบอลโลก ปี 2018

แต่เขาเองก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่พีคสุดๆ รวมไปถึงบรรดาเพื่อนร่วมทีมที่ผ่านจุดสูงสุดมาแล้วก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งได้ สุดท้ายทัวร์นาเมนต์ใหญ่

ในนามทีมชาติของ รอยส์ ก็จบลงที่ความพ่ายแพ้ เขาและทีมตกรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้

ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะพอแล้ว ไม่มีใครรับเรื่องความผิดหวังนี้ได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในยูโร 2020 เขาเลือกที่จะประกาศถอนตัวจากทีมเพราะรู้ตัวว่าอาจจะดีไม่พอ

หากต้องไปช่วยทีมชาติในสภาพร่างกายที่ฟิตไม่เต็มที่ แต่ถัดจากนั้นอีก 2 ปี ในฟุตบอลโลกปี 2022 เหมือนประกายความหวังผุดขึ้นมาอีกครั้งจากผลงาน

กับสโมสรที่ดีมากๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมจังหวะชีวิตและเวลาของเขาไม่เคยตรงกันเลย ฟุตบอลโลกครั้งนี้เข้ามาพร้อมความหวัง แต่ด้วยเหตุการณ์ Covid – 19 ก็เข้ามาพรากมันไปจากเขาอีกครั้ง

เหมือนว่า รอยส์ ต้องนั่งดูภาพยนตร์ที่ฉายฉากเดิมซ้้ำๆ ไม่มีวันจบ ก่อนเริ่มเกมอุ่นเครื่องครั้งสุดท้ายในนาม ทีมชาติเยอรมัน ทุกคนลือกันว่ามันเป็นทีมที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014

แต่ใน บุนเดสลีกา ที่ โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ ต้องพบกับ ชาลเก้ 04 แม้สโมสรที่เขารักจะเปิดบ้านชนะไปได้ด้วยสกอร์ 1 – 0 ก่อนจะหยุดพักเพื่อให้นักเตะเตรียมตัวนัดอุ่นเครื่องของทีมชาติ 

ชัยชนะครั้งนี้ในนามของสโมสรแต่มันเหมือนกับความพ่ายแพ้ที่ตัวเขาเองต้องเจอไม่จบไม่สิ้น ในเกมนั้น รอยส์ บาดเจ็บที่ข้อเท้าอย่างหนัก

ภาพที่เขาเอามือปิดหน้าร้องไห้อยู่ในเปลสนามในขณะที่ถูกหามออกนั้นมันสะเทือนจิตใจคนดูเป็นอย่างมาก หลายคนได้แต่ตั้งคำถาม ว่าทำไมนะนักเตะที่ไม่ต้องพิสูจน์อะไรเลย

ในเรื่องของฝีเท้าและทัศนคติที่เขามีต่อฟุตบอลคนนี้ ในนามสโมสรแน่นอนว่าความจงรักภักดีไม่ต้องพูดถึงมันอีกแล้ว แต่ในนาม

ทีมชาติเยอรมัน เหมือนกับว่า มาร์โก้ รอยส์ และตรา อินทรีเหล็ก ตรงหน้าอกนั้นจะไม่ได้เกิดมาคู่กันเลยสักครั้ง

ในวัย 33 ปี ฟุตบอลโลก ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต แม้จะมีข่าวดีอยู่บ้างถึงอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าของเขาว่าไม่ได้ร้ายแรงอะไรนักด้วยเทคนิคการแพทย์สมัยนี้

อาจจะใช้เวลาเพียงแค่ 3 – 4 สัปดาห์ที่เขาจะหายจากอาการบาดเจ็บ  แต่อย่างไรแล้วใครๆ ก็ต่างรู้ดีถึงแม้เขาจะพยายามต่อสูเพื่อ

รักษาอาการบาดเจ็บให้ทันเวลา แต่ก็ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าฟอร์มการเล่นที่ดีของเขาจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่

สุดท้ายทุกคนคงทำได้แต่เอาใจช่วยให้นักเตะคนหนึ่งที่ควรได้รับการพูดถึงในเรื่องของฝีเท้ามากกว่านี้ พวกเราได้แต่ภาวนาทำได้แค่หวังว่าโชคชะตาจะหยุดกลั่นแกล้งผู้ชายคนนี้สักที.

เขียนโดย : นักเตะจากโลกคู่ขนาน

Leave a Reply

%d bloggers like this: