ทิ้งความฝัน เพื่อวันที่เป็นตำนาน “ศิวกรณ์ เตียตระกูล”

โลกของลูกหนังการพัฒนาตน เพิ่มศักยภาพของเราให้แข็งแกร่ง สร้างความสม่ำเสมอของตัวเองให้อยู่ตัวตลอด ถึงแม้จะไม่ได้เด่นเหมือนกับใคร ๆ แต่ค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น เพราะเมื่อไหร่ที่คุณประสบความสำเร็จขึ้นมาแสงสว่างจะส่องมาถึงเอง ก็เปรียบเสมือนนักฟุตบอลคนหนึ่ง ที่เขาพยายามไต่เต้าขึ้นมา คอยหาโอกาสที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง เขาอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนกับคนอื่น หรือโด่งดังเท่ากับเพื่อน ๆ ในทีม แต่สิ่งที่เขามีคือฟอร์มการเล่นที่พร้อมจะพาทีมไต่เต้าเข้าไปสู่จุดสูงสุด จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีพื้นที่ว่างในทีม สู่การมาเป็นผู้นำของเหล่ากว่างโซ้ง ที่พร้อมจะมาทวงคืนบัลลังก์ นี่คือเรื่องราวของ “เจ้าเฟย” ศิวกรณ์ เตียตระกูล

หนุ่มน้อยจากสระบุรี ที่คลั่งไคล้ในการบรรเลงเพลงลูกหนัง แบกร่างกายในวัย 9 ขวบ เข้าประตูสู่เส้นทางนักฟุตบอลกับ “โควร์เวอร์ โค้ชชิ่ง ไทยแลนด์” เขามีเพียงแค่ใจที่รักในกีฬาฟุตบอล บวกกับความพยายามวาดลวดลายในสไตล์เพลย์เมกเกอร์ที่อยากจะเป็น มาพร้อมกับเท้าซ้ายคู่กายที่คอยสังหารประตูฝ่ายตรงข้าม เพียงเวลาไม่กี่ปีเจ้าตัวได้พัฒนาฝีเท้าจนไปสะกิดดวงตาของแมวมอง”ทัพชงโคม่วงทอง” โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน คงจะเป็นเรื่องแปลกถ้าไอหนุ่มมาดตี๋คนนี้จะปฏิเสธ

เมื่อได้เดินเข้ามายังทีมมหาอำนาจลูกหนังขาสั้นแล้ว การแข่งขันที่สูงขึ้น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ความมีวินัยก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าเฟยคนนี้ก็เลยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มี ยอมทิ้งความสนุกความสุขในวัยเด็กออกไป เพียงเพราะคำว่า “นักฟุตบอล” ทั้งหมดมันเลยส่งผลให้เขาได้ออกไปโลดแล่นในรายการใหญ่ ๆ ของฟุตบอลนักเรียน และยังคว้าแชมป์มามากมาย พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ดี ๆ ที่ไม่มีใครขาย

ในวันหยุดพักผ่อนที่เด็ก ๆ หลายคนจะออกไปเที่ยวเล่นตามประสาเด็ก แต่กับเจ้าเฟย นั้นเลือกที่จะตามไปเชียร์ทีมโปรดอย่าง “เมืองทอง ยูไนเต็ด“ เพราะทุกครั้งที่เหล่ากิเลนจะลงไปผยองสู่สนาม มันเป็นเวลาที่เด็กซนๆคนนี้พร้อมที่จะใช้ร่างกายไต่ระดับขึ้นไปอยู่ตามรั้วข้างสนาม พร้อมหลับตาและวาดฝันถ้าเขาได้ลงไปอยู่ในนั้น ถึงแม้เวลานอนของผู้ใหญ่หลายคนอยากจะฝันเห็นเลข แต่กับเด็กคนนี้เพียงแค่ฝันว่าเขาได้ใส่เสื้อสีแดงมีตรากิเลนอยู่บนอกข้างซ้ายเขาก็ตื่นมามีความสุขกับวันต่อไปแล้ว

เมื่อถึงวันที่ต้องจากลาวัยมัธยม ด้วยอายุที่กำลังจะเข้าสู่วัยรุ่นทำให้เขาต้องรีบตื่นจากฝันและออกมาเผชิญสู่โลกแห่งความจริง แต่สุดท้ายความฝันมันก็สามารถเป็นจริงได้ถ้าเราพยายามมากพอ เพราะ สโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ยื่นสัญญาฉบับนี้เพื่อจะนำตัวกองกลางสายคลาสสิคไปร่วมทัพ ในวัยเพียงแค่ 18 ปี ถึงแม้การเข้ามาในทีมรักของตัวเองจะถูกโยกไปทีมนู้นทีมนี้ แต่ในจิตใจของเขาก็ยังเป็นเลือดแดงดำ ที่รอวันจะกลับไปเติมเต็มให้กับทีมโปรดของเขาในวัยเด็ก

 

ขอบคุณภาพจาก : sivakorn_10

ฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมของเขาไม่ว่าจะกับ นครนายก เอฟซี, ลูกอีสาน, ศุลกากร ยูไนเต็ด, พัทยา ยูไนเต็ด มันเป็นสิ่งที่ทำให้เขาเติบโตขึ้นและพร้อมที่จะกลับมาสู่ต้นสังกัดที่แท้จริง นี่มันคงเป็นเรื่องราวที่ดีของเด็กคนนี้ กับการได้กลับมาสู่บ้านที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่อเป็นบ้านหลังใหญ่ก็ต้องใช้คนที่มีคุณภาพในการสร้าง ในปีนั้นของ เมืองทอง ยูไนเต็ด คือทีมที่กำลังลุ้นแชมป์มีขุมกำลังที่เพียบพร้อม คงเป็นเรื่องยากที่ เจ้าเฟย จะไปเบียดแย่ง ดัสกร ทองเหลา หรือจะเป็น มาริโอ ยูรอฟกี้ ที่ทั้งคู่คอยบัญชาเกมในแดนกลางของกิเลนผยองอยู่ ณ ตอนนั้น ถึงแม้จะไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้เก่งเท่ากองกลางสุดคลาส 2 คนนั้น แต่เชื่อว่า ในวัย 21 ปี ของเขาก็คงไม่ต้องพูดถึงถ้าเทียบกับ นักเตะ 2 คนที่ได้กล่าวไป มันเลยทำให้เจ้าเฟยต้องเลือกว่าจะอยู่รอวันที่มาทดแทนนักเตะรุ่นพี่หรือ จะออกไปตามเส้นทางเพื่ออนาคตที่ดีของตัวเขา

หากว่าความจงรักภักดีต่อทีมมันทำให้การเดินทางมันยิ่งช้าออกไปก็คงถึงเวลาที่ต้องขนของจาก ถิ่นธันเดอร์โดม มาสู่ในเมืองหลวงเมืองใหญ่ กับทัพ ”มังกรไฟ” บีอีซี เทโรศาสน ทีมที่ล้วนมีแต่สายเลือดใหม่ นี่เป็นอีกเส้นทางที่จะให้เจ้าเฟยได้พิสูจน์ตัวเอง แต่การเปลี่ยนแปลงก็ต้องมาคู่กับการปรับตัว จากแทคติกที่ต้องบุกใส่คู่ต่อสู้พร้อมทะลวงประตูทุกเวลา สู่การที่ต้องแพ็คเกมรับให้หนาแน่นและรอสวนกลับเพื่อนำมาสู่ประตู มันคงเป็นอะไรที่ยาก เพราะมันชั่งต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อเพชรอยู่ที่ไหนก็ยังเป็นเพชร เพราะการมาครั้งนี้ เขาทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คอยคุมจังหวะในแดนกลางเปลี่ยนเกมจากรับไปเป็นรุก พร้อมกับการจ่ายบอลแบบคิลเลอร์พาส ที่โดดเด่น ทำให้ฤดูกาลนั้นเป็นปีที่ดีของเขา จนทำให้บิ๊กทีมจากแดนเหนือสนใจที่ดึงกองกลางคนนี้มาคอยคุมบังเหียนของทัพ “กว่างโซ้งมหาภัย”

จำนวนเงินหลัก 10 ล้าน ที่เชียงราย ยูไนเต็ด ยื่นซื้อเพื่อจะได้เขามาร่วมทีม ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มาก หากเพียงเพราะเขามีฤดูกาลที่โดดเด่นกับทัพ “มังกรไฟ” เพียงแค่ฤดูกาลเดียว แต่ถ้าหากเราย้อนดูการเล่นของเขาตั้งแต่สมัยละอ่อน นักเตะคนนี้มีความพัฒนา ถึงจะไม่ได้โดดเด่นอย่างกับใครเขา แต่ถ้าให้พูด เขาคือนักเตะที่มีฟอร์มสม่ำเสมอและเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ดี กับเงินจำนวนนั้น เชียงราย ยูไนเต็ด คงไม่เสียดายถ้าจะได้เขามาสู่ถิ่นสูงสุดแดนสยาม

การย้ายมาครั้งนี้ของ อาเฟย เป็นครั้งที่ยิ่งใหญ่ของเขา เพราะด้วยขนาดทีมที่ใหญ่ มีนักเตะบิ๊กเนมอยู่หลายคน มันทำให้เขานึกภาพกลับย้อนไปในวันที่เขาอยู่กับ เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่เมื่อโอกาสที่มาถึง เขาก็ไม่ปล่อยหลุดมือไป เจ้าเฟยคนนี้โชว์ศักยภาพให้แฟน ๆ ฟุตบอลชาวเชียงรายได้เห็น เขาสามารถเล่นฟุตบอลได้เนียนตา ที่มาพร้อมกับลูกทีเด็ดทีขาดที่โชว์ออกมาอยู่ในสนาม จนเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับทัพ ”กว่างโซ้งมหาภัย” .ในปี 2017 สามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพ เป็นถ้วยใบแรกของสโมสร พร้อมกับคว้าแชมป์ลีกคัพและป้องกันแชมป์เอฟเอคัพอีกครั้งในปี 2018 ถึงแม้ในปี 2019 สโมสรจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ลดขนาดทีมลงเมื่อต้องพบเจอกับพิษร้ายโควิด-19 ทำให้ต้องขายนักเตะไปหลาย ๆ คน แต่เมื่อเจ้าเฟยยังอยู่ในทีม ทุกครั้งที่ลงสนามเขาจะเต็มที่เสมอ ด้วยพลังหนุ่มของทัพเชียงรายในตอนนั้น หลาย ๆ คนก็จะมองว่า “เด็กหนุ่มพวกนี้ไม่สามารถทำให้เชียงรายประสบความสำเร็จได้หรอก” แต่แล้วที่สุดพลังหนุ่มพวกนี้กับพาสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หากจะให้พูดว่าเจ้าเฟยก็มีส่วนร่วมในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ก็คงไม่มีใครเถียง

 

ขอบคุณภาพจาก : Chiang Rai United FC

6 ปี 186 นัด 27 ประตู และกับอีก 35 แอสซิสต์ นี่คือสถิติของเขาการเป็นตัวหลักของทีมถึงแม้จะมีอาการบาดเจ็บรบกวนเป็นบางคราว แต่ทุกครั้งที่เขาได้กลับมาลงเล่นฟุตบอลที่เขารักก็สามารถโชว์ฟอร์มเก่งและกลับมาเป็นตัวหลักของทีมได้ตลอด

 ในเรื่องของวิถีฟุตบอลคงเป็นอะไรที่คู่กันกับนักเตะอาชีพ เมื่อมีพบก็ต้องมีจาก หรือบางทีเพียงเพราะความอยู่รอดของทีม ในเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา กองทัพกว่างโซ้งไม่สามารถคว้าแชมป์ติดมือมาได้สักถ้วย และจบฤดูกาลล่าสุดด้วยอันดับที่ 6 แถมโรคโควิด-19 ก็ยังไม่หายไป รายได้จากทางสโมสรก็ลดลง แฟนบอลก็ไม่สามารถเข้าชมได้เต็มความจุ นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่เชียงราย ยูไนเต็ดต้องยอมขายนักเตะออกไป เพื่อหาเงินมาทดแทนให้กับทีม และการจากไปของ “เอกนิษฐ์ ปัญญา” กองกลางตัวรุกทีมชาติไทย และ “พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล” กัปตันของทีม ทำให้ถึงยุคเปลี่ยนถ่ายของสโมสร แฟนบอลต่างก็ต้องยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ นักเตะที่เหลือก็ต้องสู้กันต่อไป เมื่อกัปตันทีมคนเก่าออกไป สโมสรก็ต้องคัดสรรหากัปตันทีมคนใหม่ และก็เป็น เจ้าเฟย ที่ได้รับมอบหมายนี้ 

 

ขอบคุณภาพจาก : Chiang Rai United FC

เมื่อความพยายามของเขาที่มีมากพอทุกอย่างมันจึงส่งผลให้แก่ตัวเขาไม่ว่าจะเป็นการติดทีมชาติไทยที่เป็นหนี่งในฝันของเขา หลังจากก่อนหน้านี้ไม่โดนตัดชื่อออกก็ไม่ได้ลง หากจะมองว่าเส้นทางที่เขาเดินปูไปด้วยพรม ก็อยากให้มองกลับไปในวันที่ขวากหนามยังติดอยู่บนพรมที่เขาเดินอยู่ นี่คือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดี ความสม่ำเสมอของเขามันส่งผลให้ เจ้าตัวมาถึงในวันนี้ มาดูกันว่าฤดูกาลหน้า “แคปเฟย” จะพากองทัพกว่างโซ้ง ไปสู่ความสำเร็จอีกครั้งได้หรือไม่รอติดตาม

Leave a Reply

%d bloggers like this: