ฟุตบอลต่างประเทศ ฟุตบอลถวายหัวตามสไตล์  ดิเอโก ซิเมโอเน – Goalstorm

ฟุตบอลต่างประเทศ ทีมยักใหญ่ในสเปนอย่าง  แอตเลติโก้ มาดริด เป็นทีมที่หลายคนไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ ทั้งสไตล์กรเล่นทียียวนกวนประสาทอยู่ตลอด มีลูกตุกติกที่เห็นได้บ่อยครั้ง จากผู้เล่นในทีมตราหมี ไม่มีใครรู้ว่า

นี่เป็นคำสั่งจากนายใหญ่หรือเป็นนิสัยที่นักเตะในทีมเป็น การเล่นเกมรับที่รัดกุมนั่นเป็นจุดเด่นของทีมมาเสมอ แต่ใช่ว่าเกมรับที่เขาเล่นจะไม่มีประสิทธิภาพและหวังแค่ชนะแบบหืดจับ

เกมรุกก็เป็นอีกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับทีม การไม่ใช้โอกาสที่เปลืองโดยใช่เหตุ ความกระหายในชัยชนะของนักเตะและผู้จัดการทีม และนี่ก็คือสไตล์ฟุตบอลของเขา เอล โชโล่

เมื่อครั้งที่เขาได้มาคุมทีมในสเปนเป็นครั้งแรกในวัย 41 ปี เขาได้รับโอกาสต่อจาก 

เกรกอริโอ มานซาโน่ นายใหญ่คนก่อนหน้าที่ทำทีมไว้อย่างย่ำแย่ และรั้งเป็นอันดับ 10 ในลีกเวลานั้น เรียกได้ว่าการมาของนั้นค่อนข้างแบกรับความกดดันอย่างมาก แต่เขาก็ใช้โอกาสนี้พิสูจน์ให้เห็น 

ถึงแม้จะไม่ได้ไปถึงจุดสูงสุดในลีกและจบลงที่ 5 ในตารางคะแนน แต่ในปีนั้น เอล โชโล่ ได้พา

ทัพตราหมีเป็นแชมป์ ยูโรป้า ลีก ในปี 2012 ซึ่งเป็นการเอาชนะเหนือคู่แข่งร่วมลีกอย่าง แอธเลติก 

บิลเบา ของกุนซือ มาร์เชโล่ บิเอลซ่า ในเวลานั้นด้วยสกอร์ 3 – 0 เท่านั้นยังไม่พอ ยังคว้าที่ 2 ด้วยการ

ถล่ม เชลซี 4 – 1 ใน ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ซึ่งเป็นเกมที่กองหน้าชาว โคลอมเบีย ราดาเมล ฟัลเกา 

จัดแฮทริกไปในเกมนั้น

จนในที่สุด แชมป์ลีกสูงสุด ครั้งแรกของเขากับทีม แอตเลติโก้ มาดริด ก็มาถึงเพราะในฤดูกาล 2013/2014 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายที่พบกับยอดทีมในลีก บาร์เซโลน่า ดิเอโก้ โกดิน กองหลังของทีม

ทำประตูตีเสมอและพาทัพตราหมีเป็นแชมป์จนสำเร็จ ในตอนนั้นชื่อเสียงของ ดิเอโก ซิเมโอเน กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในฐานะผู้จัดการทีมที่เก่งและมีสไตล์ที่ชัดเจน เพราะใน ลาลีกา สเปน ตอนนั้น

ก็จะมีเพียงสองทีมที่เบียดแย่งแชมป์กันมาตลอดและทีมที่พูดถึงนี้นี้ก็คือ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า สองยักษ์ใหญ่ในประเทศ จนกระทั่งทัพตราหมีได้เข้ามาร่วมวงแย่งแชมป์อีกทีม

ย้อนกลับไปก่อนที่มายังสเปน เมื่อที่สมัยเป็นนักเตะเขาเป็น นักฟุตบอล คนหนึ่งที่เล่นกับ นักบอลชื่อดัง มากมาย ด้วยตำแหน่งกลางรับและมีหน้าที่

เก็บกวาดกลางสนาม การเข้าบอลที่ดุดัน การเล่นตุกติกจนทีมตรงข้ามไม่พอใจ นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมของเขาในปัจจุบันซึมซับอะไรแบบนี้มา 

ซิเมโอเน เป็นนักเตะคนหนึ่งที่อยู่กับหลายทีมแต่ทว่าทีมที่เขาไปเล่นให้นั้น ต่างเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ทีม เบเลซ ซาร์สฟิลด์ ทีมดังในอาร์เจนติน่า

บ้านเกิดของเขาจนกระทั่งเริ่มมีชื่อเสียงก็ได้บินตรงไปยังสเปนกับทีม เซบีย่า แอตเลติโก มาดริด หลังจากนั้นบินตรงไปยังอิตาลีไปร่วมทีม อินเตอร์ มิลาน และ ลาซิโอ้

จนสุดท้านก็กลับมายังสเปนทีมเก่าที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้เขากับทัพตราหมี จนมาแขวนสตั๊ดกับ ราซิ่ง คลับ ในช่วงเวลาสั้นๆ เราจะเห็นได้ว่า ดีเอ็นเอตราหมีและความเป็นผู้นำยังคงส่งต่อมาถึงลูกทีม

การเรียนรู้สไตล์ฟุตบอลในสเปนตั้งแต่สมัยเป็นผู้เล่นได้พัฒนามาจนถึงตอนเป็นผู้จัดการทีม เขาได้จับทางถูกแล้วว่าฟุตบอลของเขาคืออะไร 

ครั้งแรกๆที่เขาเป็นผู้จัดการทีมในปี ค.ศ.2007 สโมสรที่เขาดูแลอยู่อย่าง ริเวอร์เพลท โดยก่อนหน้า อาเรียล ออร์เตก้า ได้กลับมาร่วมทัพที่นี่อีกครั้ง และทั้งสองก็เป็นเพื่อนรักกันและอายุก็ห่างกันเพียง 3 ปีเท่านั้น

โดย ออร์เตก้า ในช่วงบั้นปลายชีวิตการค้าแข้งของเขามองว่า การกลับมาครั้งนี้ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะได้รับโอกาสลงสนามอย่างแน่นอน ทั้งการที่เขาสนิทกับ ซิเมโอเน่

และ ประธานสโมสรในเวลานั้น การหลงตัวเองของเขาที่คิดว่าตัวเองมีฝีเท้าเก่งกว่าคนอื่นจนทำให้เรื่องวินัยของทีมและเขามันหย่อนยาน 

ในคืนวันก่อนแข่งนัดสุดท้ายของ ออร์เตก้า เขาได้ทำสิ่งที่ ซิเมโอน่ รับไม่ได้นั่นคือการไปปาร์ตี้และมีกลิ่นแอลกอฮอร์ลอยมาขณะที่คุยกัน ด้วยความโมโหและความเด็ดขาดกับทีม เขาพูดมาออกมาทันทีว่า

ในการแข่งขันวันพรุ่งนี้ ออร์เตก้า นั้นจะไม่มีชื่อลงสนาม แน่นอนนักเตะระดับที่หลายคนขนานนามว่าเป็น นิวมาราโดน่า คนแรกๆย่อมไม่พอใจ เขาอ้างถึงความสนิทและความเก่งกาจของตัวเอง

และบอกว่าพรุ่งนี้จะเป็นนัดที่สำคัญต่อเขาในอาชีพการค้าแข้ง ถึงอย่างไรความเด็ดขาดและการเป็นตัวอย่างที่ดีของรุ่นน้องในทีมก็สำคัญกว่า เอล โชโล่

มองว่าไม่จะเป็นใครแต่ถ้าไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเองและไม่มีวินัยมากพอ คุณย่อมไม่ได้รับโอกาสนั้น สุดท้าย ออร์เตก้า ไม่ได้รับโอกาสลงสนามในวันถัดมา 

สิ่งที่ผู้จัดการทีมหลายคนไม่มีคือเรื่องความเด็ดขาดต่อลูกทีม ฟุตบอลต่างประเทศ ถ้ามีการปล่อยให้ทีมไร้ระเบียบแบบแผนทีมย่อมไปไม่ถึงฝั่งฝันและแชมป์ที่ต้องการพวกคุณย่อมไม่มีสิทธิคิดถึงมันเลยด้วยซ้ำ

เขาเป็นชายที่เราพูดไปก่อนหน้าเรื่องความดุดันและกระหายชัยชนะมากกว่าใครๆ ยอมทำฟุตบอลในวิถีของตัวเอง รวมถึงการซื้อผู้เล่นที่ไม่ได้โด่งดังอะไรมากมายมาปั้น

และทำให้นักเตะเหล่านี้กลายเป็นนักเตะแถวหน้าของโลกได้ เช่นในกรณี อองตวน กรีซมันน์ ที่ย้ายมาจาก เรอัล โซเซียดาด ทีมใน ลาลีก้า สเปน ก่อนที่จะย้ายมาเขาเล่นในตำแหน่งปีกซ้าย

แต่ซิเมโอเน่เห็นอะไรที่หลายคนไม่เห็น เขาเค้นศักยภาพนั้นออกมาในตัวนักเตะ จนสุดท้ายเมื่อจับทางได้ อองตวน ก็กลายเป็นนักบอลชื่อดังและเป็นกองหน้าระดับแนวหน้าของโลกในช่วงเวลาหนึ่ง

ไม่มีใครจำกัดคำว่า ฟุตบอล ที่สวยงามเป็นอย่างไร บางคนชอบ ฟุตบอล ที่เน้นการครองบอลสวยงามแบบของ บาร์เซโลน่า เน้นกับสวนกลับที่ออกทางริมเส้นวิ่งไล่บอลแบบไม่มีหมด

ก็ต้องเป็นสไตล์ เกเก้นเพรสซิ่ง ของ ลิเวอร์พูล การเน้นเกมรับและเน้นผลการแข่งขันเพื่อไต่เต้าไปถึงแชมป์ เราเองก็คงนึกทีมไหนไม่ออกนอกจาก แอตเลติโก้ มาดริด

ของยอดกุนซือที่ค่าเหนื่อยมากที่สุดในตอนนี้อย่าง เอล โชโล่ หรือ ดิเอโก ซิเมโอเน

Leave a Reply

%d bloggers like this: