ฟุตบอลต่างประเทศ ในวันที่แสงสีทองส่องมาถึง คาริม เบนเซม่า – Goalstorm

ฟุตบอลต่างประเทศ นับตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2019 ลูกบอลสีทองที่มีชื่อเรียกว่า บัลลงดอร์ ถูกผลัดกันครอบครองโดยชาย 2 คนที่ชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ แม้จะมีบุรุษนามว่า ลูก้า โมดริช

ที่ได้มีโอกาสเข้ามาคั่นกลางชายทั้ง 2 บ้างในปี 2018 แต่ก็ไม่อาจปฎิเสธได้ว่าในระยะเวลา 10 ปีรางวัลแห่งเกียรติยศนี้ตกเป็นสิ่งผูกขาดของทั้ง 2 คนแบบจริงๆ

จนกระทั่งการมาถึงของปี 2022 ในช่วงเวลาที่ชายทั้ง 2 คนที่มีอิทธิพลของโลกฟุตบอลอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ โดนกาลเวลาทำร้าย สำหรับกองเชียร์หลายๆ คน

อาจจะเสียดายที่รางวัลลูกบอลทองคำนี้ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของพวกเขาอีกแล้วและมันก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า

มันกำลังมาถึงยุคของปลายอาชีพนักเตะ แต่ก็มีแฟนฟุตบอลอีกหลายคนเช่นกันที่คิดว่า มันก็คงจะถึงเวลาที่ใครสักคนจะต้องมาหยุดการผูกขาดนี้ได้สักที

คาริม เบนเซม่า คือนักเตะคนล่าสุดที่ได้คว้ารางวัล บัลลงดอร์ นี้ไปครอง ซึ่งมันก็เป็นเวลายาวนานที่จะมีนักเตะ ทีมชาติฝรั่งเศส คนหนึ่งก้าวขึ้นมาคว้ารางวัลนี้ย้อนไปเมื่อ 24 ปีที่แล้วนั่นก็คือ ซีเนอดีน ซีดาน

ซึ่งในคืนวันรับรางวัลมันก้เป็นโมเม้นต์ดีๆ ที่ตำนานนักเตะ ทีมชาติฝรั่งเศส คนหนึ่งได้เป็นคนประกาศรายชื่อและส่งต่อรางวัลแห่งเกียรติยศให้กับนักเตะ ทีมชาติฝรั่งเศส ที่กำลังจะเป็นตำนานอีกคนหนึ่ง

การคว้ารางวัล บัลลงดอร์ ของ คาริม เบนเซม่า ในวัย 34 ปีนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือไม่ใช่จังหวะที่อาศัยช่องว่างของเวลาจากการโรยราของทั้ง 2 กองหน้าระดับโลกอย่าง โรนัลโด้ และ เมสซี่

ใครก็ต่างพูดถึงว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับกองหน้าชาวฝรั่งเศสคนนี้เพราะตลอดเวลาที่ลงเล่นบนสนามหญ้าภายใต้เสื้อของราชันย์ชุดขาวและทัพตราไก่ เขาแสดงให้เห็นอยู่ตลอดว่าเขามีความเป็นมืออาชีพ

ขยันหมั่นเพียร พร้อมกับมีทัศนคติที่ดีเยี่ยมก้มหน้ารอคอยวันเวลาของตัวเองอย่างอุตสาหะ และเมื่อวันนี้มาถึงเราลองย้อนไปดูการเดินทางของผู้ชายคนนี้ภายใต้ร่มเงาของเพื่อนร่วมทีมอีกครั้งหนึ่งกัน

ในตอนแรก เบนเซม่า ก้าวเข้ามาในทีมราชันย์ชุดขาว เรอัล มาดริด ใน ลาลีก้าสเปน ด้วยความกดดันจากการที่เป็นนักเตะอายุน้อยเพียง 21 ปีพร้อมกับค่าตัวมากถึง 35 ล้านยูโร

หนำซ้ำการมาถึงของเขายังเป็นวันเดียวกับการเข้ามาของซุปเปอร์สตาร์ลูกหนังจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใน ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ชายผู้ที่ในอนาคตจะกลายเป็นตำนานของทีมอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นั่นจึงทำให้

ความกดดันเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ การมีค่าตัวมากกว่า รุด ฟาน นิสเตอรอย หรือ กอนซาโล่ อิกวาอิน ในช่วงเวลานั้นในขณะที่ประสบการณ์ของ เบนเซม่า ยังมีเพียงน้อยนิดนั่นก็เป็นสิ่งที่น่ากดดันอย่างมาก

ช่วงเวลาในทีม เรอัล มาดริด ของ เบนเซม่า กับ โรนัลโด้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตัวเขาในตอนนั้นยังใช้ชีวิตแบบสุขสบายกับการเป็นนักเตะอายุน้อยและมีเงินก้อนโต

ส่วน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สามารถเปิดตัวกับทีมและยิงได้กระจุยกระจายถึง 50 ลูก และตราบใดที่เขายังเป็นอยู่แบบนี้เขาก็ไม่สามารถที่จะก้าวข้ามเงาที่ โรนัลโด้ สร้างเอาไว้ปกคลุมตัวเขาอย่างแน่นอน 

กาลเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โรนัลโด้ ถูกกล่าวขานถึงความสมบูรณ์แบบแต่ตัวของ เบนเซม่า เริ่มใกล้จะถูกลืมเต็มที การก้าวข้ามเงาของ โรนัลโด้ ตอนนี้ช่างเป็นไปได้ยากเย็นนักทุกคนต่างรู้กันดี ดังนั้นเขาจึงค่อยๆ

เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตัวเองและเลือกที่จะเรียนรู้และซึมซับทัศนคติการทำงานของชาย ฟุตบอลต่างประเทศ ผู้ที่เป็นเงาของเขาผ่านการเป็นเพื่อนร่วมทีม การเป็นพี่น้องและอาจจะเป็นคู่แข่งอย่างเงียบ ๆ 

เมื่อตัดสินใจได้แบบนั้น เบนเซม่า จึงเต็มใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะทำเท่าไหร่ เขายอมให้ตัวเองตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของชายที่ชื่อว่า โรนัลโด้ เพื่อที่ต้องการเรียนรู้และรอคอยเวลาของตัวเองมาถึง

ซึ่งมันก็ได้ผลเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่ลงสนามในฐานะของนักเตะ เรอัล มาดริด เบนเซม่า จึงกลายเป็นคู่หูกองหน้าที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ไว้ใจมากที่สุด เขากลายเป็นกองหน้าจอมแอสซิสต์ที่ยอมลดสถิติ

การยิงประตูของตัวเองเพื่อเปิดทางให้ โรนัลโด้ ยิงประตูกระจุยกระจาย หนำซ้ำเขายังยอมมองดูเพื่อนๆ ในทีมรับรางวัลส่วนตัวโดยที่ตัวเองจะยืนอยู่เบื้องหลังและปรบมือด้วยความยินดีเสมอ

ผ่านไป 9 ปีที่ยอมตกอยู่ภายใต้ร่มเงาและเมื่อถึงคราวที่ โรนัลโด้ โบกมือลาทัพราชันย์ไปสวมเสื้อของม้าลาย ยูเวนตุส ในลีก กัลโช่ ซีเรียอา ในปี 2018

แฟนบอลราชันย์ชุดขาวต่างกังวลว่าในวันที่ทีมไม่มี โรนัลโด้ ที่แสดงเป็นกองหน้าดาวยิงมาตลอดแล้วนั้น คนอย่าง คาริม เบนเซม่า จะสามารถฝากผีฝากไข้ได้หรือไม่

ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่หลายคนจะคิดแบบนั้นเพราะที่ผ่านมาผลงานของเขาในถิ่น ซานติโก้ เบอร์นาเบว มันแสดงให้เห็นว่าเขาอาจจะเก่งได้ครึ่งเดียวของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ด้วยซ้ำ

แต่นั่นกลับเป็นสิ่งที่แฟนบอลต่างคิดไปเองฝ่ายเดียว เพราะมันไม่มีเวลาไหนที่จะเหมาะสมเท่านี้อีกแล้ว การไม่มี โรนัลโด้ อยู่ในทีมนั่นก็หมายถึงชีวิตของเขาที่ไม่มีเงาปกคลุม คาริม เบนเซม่า

ที่สะสมประสบการณ์จากการตกอยู่ภายใต้เงาได้เริ่มฉายแสงของตัวเองขึ้นมา ตลอดระยะเวลา 4 ฤดูกาลที่ไม่มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในถิ่นซานติโก้ เบอร์นาเบว เบนเซม่า

ก็รับช่วงต่อด้วยการแบกทีมและยิงประตูรวมกันได้ถึง 131 ประตู แทบไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองอะไรต่อจากนี้อีกแล้ว เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกองหน้าขวัญใจคนใหม่ได้อย่างแทบจะทันที

และในฤดูกาล 2021/22 เมื่อเจ้าตัวตอกย้ำความเป็นกองหน้าที่ไว้ใจได้ของทีมด้วยการระเบิดประตูถึง 44 ลูกและพา เรอัล มาดริด คว้าดับเบิ้ลแชมป์ทั้ง ลาลีก้าสเปน และ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก มาครองได้อย่างสมศักศรีดิ์ที่สุด 

สิ่งนี้เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนอย่าง คาริม เบนเซม่า นั้นเก่งมานานแล้วและตัวเขาก็เก่งมาตลอด เพราะไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเล่นคู่กับ โรนัลโด้

มายาวนานจนเป็นที่ไว้ใจ และก็ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะสามารถอยู่กับทีมในเวลาที่ทีมต้องการมากที่สุดและนำพาจนทีมประสบความสำเร็จ

เพียงแค่เวลาที่ผ่านมาคนอย่างเขาเล่นด้วยทัศนคติที่มีต่อทีมไม่ใช่เพียงเพื่อชื่อเสียงของตัวเอง มันจึงไม่แปลกที่เมื่อก่อนคนอย่างเขาจะไม่ถูกพูดถึง ยินดีที่วันนี้แสงสีทองนั้นได้ส่องมาถึงตัวเขาจริงๆ สักที.

เขียนโดย : นักเตะจากโลกคู่ขนาน

Leave a Reply

%d bloggers like this: