เอาชนะโรคร้าย เพื่อเดินตามความฝัน “ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ ” 

   เมื่อยังเยาว์วัย การใช้ชีวิตของเด็กคนนี้นั้นมีอุปสรรคตั้งแต่อายุ 3 ขวบ เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็น “โรคหืดหอบ” รุนแรงจนต้องใช้ยาพ่น 

“แต่ถ้าอยากจะหายก็ไปหากีฬาเล่นนะ ” นี่คือคำพูดของหมอที่บอกต่อเขา

   คุณพ่อของเขาได้รับรู้ถึงเรื่องนี้ จึงอยากให้ลูกชายลองเตะฟุตบอลดู ด้วยความชื่นชอบของคุณพ่อส่วนหนึ่งและอยากให้ลูกได้เล่นกีฬาตามคำของหมอ เจ้าตัวจึงตัดสินใจที่จะเริ่มเตะฟุตบอล ถึงแม้ว่าช่วงแรก ๆ วิ่งไปแป๊บเดียวก็ไม่ไหว อาจจะท้อบ้างในบางที แต่เมื่อเขาคิดพยายามสู้กับโรคนี้แล้ว ทำให้ผ่านไปประมาณ 1 ปี เขาเอาชนะโรคนี้ไปได้สำเร็จ  

   หลังจากที่เล่นเพื่อต่อสู้กับโรคหืดหอบได้แล้ว เขากลับหลงรัก “ฟุตบอล”  เขาจึงได้พยายามฝึกซ้อมและเล่นมันอย่างจริงจังมากขึ้น และได้ไปแข่งกับโรงเรียน ในรายการต่าง ๆ มากมาย 

   จนได้เจอกับโค้ชคนหนึ่ง หลังได้ไปฝึกซ้อมฟุตบอลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยโค้ชคนนั้นถามกับเขาว่า ”ถนัดเท้าอะไร” เจ้าตัวก็ตอบไปว่า ”เท้าขวา” แต่โค้ชคนนั้นกลับตอบว่า “ เล่นเท้าขวามันธรรมดาไป “ และบังคับให้เขาเล่นฟุตบอลแต่เท้าซ้าย ถ้าเขาเผลอเตะเท้าขวาก็จะโดนโค้ชคนนั้นดุ ถึงแม้ว่าตอนเด็ก ๆ เขาอาจจะไม่เห็นด้วยหรือไม่พอใจกับคำสั่งของโค้ชคนนั้น แต่สุดท้ายก็ส่งผลกับตัวเอง เมื่อเขาเป็นนักฟุตบอลที่ถนัดทั้ง 2 เท้า แถมตอนนี้ยังถนัดซ้ายมากกว่าขวาซะอีก 

   พอเริ่มโตขึ้นในวงการฟุตบอลนักเรียน เริ่มมีประสบการณ์ต่าง ๆ เขาจึงเริ่มคิดอยากจะไปคัดตัวตามสโมสร “ ผมเป็นคนปทุมธานี ส่วนพ่อผมก็เชียร์บีจีปทุม “ ถ้าไม่ต้องคิดอะไรเขาคงเลือกที่จะไปคัดตัวกับทัพ”เดอะ แรบบิท” แล้ว แต่เขากลับเลือกที่จะไปคัดตัวกับอคาเดมี่ของทีม “ชลบุรี เอฟซี”  ส่วนหนึงก็เพราะพ่อของเขาเห็นเส้นทางอนาคตกับทีม ”ฉลามชล” ที่พัฒนานักฟุตบอลเยาวชนหน้าใหม่ที่มีคุณภาพแบบไม่ขาดสาย  และอยากให้ลูกชายไปได้ดีกับ”เส้นทางสายลูกหนัง” เพราะพ่อของเขาเองไม่ได้รับการสนับสนุนจากตัวคุณปู่ จึงตั้งใจหาอะไรดี ๆ ให้กับลูกชาย

   เด็กอายุ 11 ปี ที่ข้ามขั้นไปคัดกับรุ่นอายุห่างกันถึง 2 ปี  แต่สุดท้ายเขาก็ทำมันสำเร็จ โดย “โค้ชเฮง” เป็นคนมาบอกผลเองหลังจากคัดเสร็จในวันนั้น 

   เป็นเวลากว่า 7 ปี ที่เขาฝึกฝนวิชาจากอคาเดมี่ของทีม”ฉลามชล” ความเป็นมืออาชีพ ระเบียบต่าง ๆ ภายในทีม ทำให้เขาเติบโตมากขึ้น  จนถึงยุคของ”โค้ชเตี้ย” ในปี 2020

   เขาได้รับโอกาสจาก “โค้ชเตี้ย” ให้ขึ้นไปฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่พร้อมกับเพื่อน ๆ อีกหลายคน เนื่องจากปีนั้น “ชลบุรี เอฟซี” มีแผนจะดันเด็ก ๆ ในอคาเดมี่ขึ้นมาเล่นกับชุดใหญ่และก้าวมาเป็นกำลังหลักให้มากที่สุด 

   จนนัดที่ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านพบกับ ตราด เอฟซี ได้มีชื่อของ

 “ ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ “ เป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็กซ้ายของวันนั้น ด้วยความที่เป็นนัดแรก และ ความกดดันในหัวที่มีอยู่มากมาย ทำให้เด็กคนนี้ดรอปฟอร์มการเล่นของตัวเองไป 

   แต่เมื่อได้รับความไว้วางใจของ “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ  แล้ว ทำให้เจ้าตัวได้โอกาสลงสนามบ่อยขึ้น ความกดดันที่มีในตัวก็ค่อย ๆ หายไป และยังได้คำปลุกกำลังจากตัวโค้ชที่มักจะพูดเสมอว่า “   ให้กล้าเล่น มีอะไรกูรับผิดชอบเอง ขอแค่พวกมึงต้องกล้าเล่น “ 

   การที่ทีมสนับสนุนเด็ก ๆ ในอคาเดมี่ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ไม่ว่ากับตัวเด็กเองหรือทีมในอนาคต แต่กับแฟนบอลไม่ได้คิดอย่างงั้น เพราะในฤดูกาล 2020 “ชลบุรี เอฟซี” ตกไปอยู่โซนหนีตกชั้น จบฤดูกาลอยู่อันดับที่ 12 มีอยู่เพียงแค่ 32 แต้ม 

   ทำให้ทีมในชุดนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก และก็ได้มีคำกล่าวหาว่า “ เด็กชุดนี้ยังไม่สามารถเล่นลีกสูงสุดได้ “   

  แต่เสียงต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาก็ไม่สามารถทำอะไรเจ้าหนุ่มวัย18ปีคนนี้ได้ เพราะเขามีรายชื่อติด”ทีมชาติไทยชุดใหญ่”  ถึงแม้จะเป็นเกมอุ่นเครื่อง แต่นี่คือความฝันของนักฟุตบอลหลาย ๆ คนแต่เด็กคนนี้ได้รับมันตอนเขาอายุเพียงแค่ 18 ปี แม้จะไม่ได้ลงก็ตามแต่นี่คือก้าวแรกแห่งความสำเร็จของเขา

จากการติดทีมชาติครั้งแรกของเขา ทำให้เจ้าตัวนั้นครองตำแหน่งแบ็กซ้ายขาประจำของทีม ทำผลงานส่วนตัวได้อย่างยอดเยี่ยม ความนิ่งที่เกินวัย ทำให้เขามีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้ง ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ถึงแม้จะไม่ได้ลงสักนัดเหมือนครั้งแรก 

แต่ประสบการณ์ที่มากมายที่เขาได้รับมา ทำให้เด็กวัย20ปี ณ ปัจจุบัน เป็นกำลังหลักของทีม “ชลบุรี เอฟซี ”  และตัวหลักของทีมชาติไทย ยู-23 หรือว่าแบ็กซ้ายอนาคตไกลคนนี้จะตามรอยไอดอลรุ่นพี่อย่าง “ธีราทร บุญมาทัน” ไปเฉิดฉายที่ญี่ปุ่น ตามความฝันหนึ่งของตัวเขา

Leave a Reply

%d bloggers like this: