ไม่ชอบหน้ากันอย่างไรให้ได้ประตู แอนดี้ โคล และ เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม – Goalstorm

ในชีวิตจริงมันก็ต้องมีกันบ้างในเรื่องการมีปัญหาหรือไม่ชอบขี้หน้ากันระหว่างเราและเพื่อนร่วมงาน บางคู่ก็ถึงขั้นไม่มอง ไม่คุย ไม่ทัก ทำเป็นเหมือนไม่รู้จัก แต่สำหรับบางคู่ที่สามารถหักห้ามใจเอาเรื่องส่วนตัววางไว้ และทำตามหน้าที่ตัวเอง ถึงจะไม่ชอบหน้ากันอย่างไร สุดท้ายในเวลาการทำงานก็คงไม่ส่งผลเสียมากมายเท่าไหร่กับองค์กร

ในวงการ ฟุตบอลต่างประเทศ ก็เช่นกัน มีนักเตะมากมายหลากหลายบุคลิก รวมไปทั้งลักษณะนิสัยก็แตกต่าง ย่อมจะมีบ้างที่จะเกิดอาการไม่ชอบขี้หน้าหรือไม่ถูกกัน แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่กันคนละทีมคนละเชื้อชาติ น้อยครั้งมากที่จะเป็นนักเตะที่มาจากทีมชาติหรือทีมเดียวกัน 

แต่ก็ใช่จะไม่มี ยกตัวอย่างเช่น โลธ่าร์ มัทเธอุส กับ สเตฟาน เอ็พเฟ่นเบิร์ก ที่ไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ ทั้งใน ทีมชาติเยอรมัน หรือแม้แต่กระทั่งในนาม สโมสรบาร์เยิร์น มิวนิค  หรือจะเป็น มานูเอล อัลมูเนีย กับ เยนส์ เลห์มันน์ สองนายทวารจาก ทีมอาร์เซน่อล ใน ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่มีเรื่องบาดหมางเพราะจ้องแย่งชิงตำแหน่งผู้รักษาประตูมือหนึ่งกันตลอดเวลา ซึ่งด้วยความขัดแย้งที่ยกตัวอย่างขึ้นมานี้รับรองว่ามันส่งผลแน่ ๆ ในแง่ของทีมเวิร์คและบรรยากาศภายในทีม

รวมรายชื่อที่ถูกพูดถึงในด้านบน แน่นอนแหละว่ามันส่งผลเสีย แต่เรื่องราวเหล่านี้ ดูจะไม่มีผลสำหรับคู่กองหน้าของ ปีศาจแดง ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังใน ศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ  อย่าง เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม และ แอนดี้ โคล เพราะต่อให้ทั้งสองจะไม่ชอบขี้หน้าหรือรู้สึกไม่ถูกชะตากันตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอแค่ไหน แต่ในทุกวินาทีที่ลงเล่นอยู่ในสนามภายใต้สีเสื้อของ ปีศาจแดง ความเป็นมืออาชีพนั้นผลักดันให้พวกเขาช่วยกันถล่มประตูคู่แข่งอย่างเป็นกอบเป็นกำ ราวกับเป็นคู่หูที่มองตาก็รู้ใจ

ย้อนไปในเหตุการณ์เริ่มต้นของปัญหา แอนดี้ โคล เพิ่งย้ายจาก สาลิกาดง ทีมนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด มาสวมเสื้อสีแดงภายใต้การคุมของ เซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน ได้เพียง 2 เดือน ก่อนที่จะถูกเรียกตัวไปติด ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งเขาก็รอคอยโอกาสนี้มาเนิ่นนาน เนื่องจากตอนนั้น ทีมชาติอังกฤษ เต็มไปด้วยดาวยิงมากฝีมือ การได้ลงสัมผัสสนามครั้งแรกในนามทีมชาติจึงมีความหมายมากมายต่อความรู้สึกเหลือเกิน ส่วนในด้านของ เท็ดดี้ ถือได้ว่าเป็นรุ่นพี่ในนามดาวยิง ทีมชาติอังกฤษ มาก่อนหน้านั้นอยู่แล้ว

ในเกมอุ่นเครื่องที่ต้องเปิด สนามเวมบลีย์ เจอกับ ทีมชาติอุรุกวัย นักเตะที่เพิ่งติดทีมชาติอย่าง แอนดี้ โคล ก็หวังว่าอยากจะได้ลงเล่นในสนามแห่งเกียรติยศนี้สักครั้ง และเมื่อถึงนาทีที่ 70 ฝันของเขาก็เป็นจริง โคล ถูกเปลี่ยนตัวแทนรุ่นพี่อย่าง เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม เวลานั้นเขามีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม นี่แหละสิ่งที่เขาต้องการสักครั้งในชีวิตคือการได้สวมเสื้อทีมชาติลงสัมผัสสนามภายใต้แฟนบอลราว 60,000 คนที่มาเข้าชมเกมใน 

แอนดี้ ยืนรออยู่ข้างสนามอย่างใจจดใจจ่อ เฝ้ารอให้ เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม ค่อย ๆ เดินออกมาและจับมือเขาเพื่อให้กำลังใจกับการลงสนามนัดแรกนี้ แต่เมื่อถึงเวลาที่เดินมาถึงในจุดที่ โคล ยืนรอเปลี่ยนตัวอยู่นั้น เท็ดดี้ กลับเลือกที่จะเมินเฉยใส่ ไม่แม้แต่จะมองหน้าส่งยิ้มให้ด้วยซ้ำ ปฎิกิริยาของ เท็ดดี้ ในครั้งนั้น มันทำให้ แอนดี้ โคล รู้สึกเสียหน้าอย่างมากราวกับโดนฟ้าผ่ากลาง สนามเวมบลีย์ ทุก ๆ อย่างเหมือนดับวูบ แอนดี้ โคล ต้องลงสนามไปทั้งที่สมาธิจดจ่ออยู่กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น และหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยถูกเรียกให้ติดทีมชาติอีกเลยในยุคของ เวนาเบิ้ลส์ นับว่าเป็นรอยแผลในใจที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับชายคนหนึ่ง

เหมือนว่าเส้นทางของ แอนดี้ โคล และ เท็ดดี้ เชอร์ริ่งแฮม จะไม่มีทางมาบรรจบกันอีกเลย แต่โชคชะตาก็เหมือนพยายามจะเล่นตลกกับอยู่เรื่อย เพราะในซัมเมอร์ปี 1997 เอริค คันโตน่า ราชาของพลพรรคปีศาจก็ประกาศแขวนสั๊ดอย่างสุดช็อคใจแฟน ๆ และทาง สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เองก็เซ็นสัญญา เท็ดดี้ จาก สโมสรสเปอร์ส ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สุดจะขัดใจ ในทีแรก แอนดี้ ตั้งใจจะต่อต้านอย่างเต็มที่ และภายในทีมก็ไม่เคยได้ยินทั้งสองคนปริปากคุยกันเลยตั้งแต่นั้นมา

แต่เหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่สุดประหลาด หลายเกมที่ทั้งคู่ลงเล่นด้วยกันในตำแหน่งกองหน้า มันกลับมีผลการแข่งขันโดยรวมที่ดีเกินคาด บ่อยครั้งแฟน ปีศาจแดง จะเห็นภาพกองหน้าหมายเลข 9 และ 10 ของตัวเองพากันกอดคอดีใจอยู่กลางสนาม เมื่อใครคนใดคนหนึ่งสามารถทำประตูได้  

หากไม่ได้รู้เรื่องราวถึงความบาดหมาง ภาพที่เห็นในตอนนั้นคงจะเป็นภาพของกองหน้าคู่หูที่สนิทสนมกันเป็นเวลานาน จนทำให้ทั้งคู่เล่นด้วยกันได้อย่างกลมกลืนราวกับว่าได้ร่วมฝึกซ้อมกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะความเป็นมืออาชีพของทั้งคู่ล้วน ๆ ต่างคนต่างเลือกที่จะวางทิฐิทิ้งที่ข้างสนาม และเลือกที่จะสวมสตั๊ดตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างเป็นมืออาชีพพา ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นไปอยู่บนสุดของ ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก มันจึงเกิดเป็นภาพที่ช่วงนั้นหลาย ๆ คนก็ไม่มีวันเข้าใจ

และสุดท้ายภายในช่วงเวลาแค่ 4 ปีที่ทั้งสองคนลงสนามพร้อมกัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คว้า แชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ถึง 3 สมัย, เอฟเอคัพ 1 สมัย, ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีก พร้อมกับ แชมป์สโมสรโลก อีกอย่างละ 1 สมัย

จริงอยู่การที่ทั้งคู่ไม่เคยคุยกันระหว่างทำงานเป็นเรื่องที่ไม่ดีแน่ แต่ความเป็นมืออาชีพแบบนั้นก็ยากที่จะหาใครมาทำได้ ลองนึกภาพตัวเราเองที่ต้องทนทำงานกับคนที่ไม่ชอบหน้าเป็นระยะเวลานานขนาดนั้น เชื่อได้เลยว่างานมันคงออกมาแย่และไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน.

เขียนโดย : นักเตะจากโลกคู่ขนาน

Leave a Reply

%d bloggers like this: