ผู้แน่วแน่ในเส้นทางลูกหนัง ฟิว “เจษฎากรณ์ ขาวงาม”

ฟุตบอลไทย

ผู้แน่วแน่ในเส้นทางลูกหนัง ฟิว “เจษฎากรณ์ ขาวงาม” ฟุตบอลไทย

ฟุตบอลไทย ผู้แน่วแน่ใน เส้นทางลูกหนัง ฟิว “เจษฎากรณ์ ขาวงาม” ทุกคนล้วนแล้วมีศรัทธา มีเป้ามีความฝัน เป็นของตัวเอง แต่จะมีสักกี่คนที่ ยังคงยึดมั่น ในเส้นทางของตัวเอง ไม่เคยคิดที่ จะเปลี่ยนความคิด หรือมีอะไรทำให้ตัวเอง เปลี่ยนไปการที่เรา เชื่อมั่นในตัวเอง นั้นถือเป็นพื้นฐานทางความคิดที่ดี

ในบางครั้งที่เรา ก็ต้องพยายาม ให้ใครสักคนนึงยอมรับ ในตัวเราเชื่อมั่นในตัวเราว่าเราทำได้ เป็นสิ่งที่ยากพอๆ กับการใขว่ขว้าเป้าหมาย ของตัวเอง

สิ่งที่เราเลือก อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด แต่มันคือสิ่งที่เราอยาก จะทำและมีความสุขกับมันที่สุด นี่คือเรื่องราวของ หนุ่มน้อยจอม สู้ชีวิตจากแดนอีสานใต้ ที่ฝ่าฟันอุปสรรค มามากมายจนคนรอบข้างยอมรับ เขามีชื่อว่า ฟิว เจษฎากร ขาวงาม

เจ้าฟิว ถือเป็นเด็ก ที่ทำได้ดีในได้การเรียน ครอบครัวก็มี ความพร้อม ไม่ขาดตกบกพร่อง ในเรื่องใด แน่นอนว่าเขามี พื้นฐานที่ค่อนข้างดี อยู่แล้ว ครอบครัวก็อยากให้เขามีอาชีพการงานที่มั่นคงในอนาคต เป็นเสาหลักดูแลครอบครัว แต่ในความคิดของเจ้าฟิวไม่ได้คิดเช่นนั้น

เขามีความฝันที่อยาก จะเป็นนักฟุตบอลตั้งแต่เด็กๆ เขารู้ดีว่านี่เป็นความคิด ที่คุณแม่ไม่เห็นด้วยสักเท่าไร แต่เขาก็ยังยึดมั่นในความคิด ของตัวเองเสมอว่าสักวันนึงจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้

ฟุตบอลไทย

เขาเคยผิดใจ กับแม่ในเรื่อง การเรียนเนื่องจากเขาต้องการจะไป เรียนโรงเรียนกีฬา คุณแม่ก็ไม่เห็นด้วย สุดท้ายเขาก็เรียน ไม่ได้อย่างที่ตัวเองคิด ทำให้เขาต้องออก จากการเรียนกลางคัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของเขากับแม่ไม่ดีและไม่ค่อยได้มีโอกาส

พูดคุยกันบ่อย ครั้งมาตลอดเพราะแม่เอง ก็ยิ่งมั่นใจว่าฟุตบอลไม่ได้นำพาความสำเร็จมาให้ตัวเขา และเป็นอีกครั้งที่โอกาสของเจ้าฟิวมาถึงอีกครั้ง

เมื่อโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สถาบันลูกหนังชั้นนำของ ประเทศมาเปิดคัดตัวที่บุรีรัมย์ เจ้าฟิวเห็นว่าเป็นโอกาส ที่ดีจึงไม่อยากให้ปล่อยหลุดมือไป และแม่เขาเองก็ไม่ เห็นด้วยอีกครั้ง ทำให้เขาต้องหนี ไปคัดด้วยตัวเองเขาไม่ได้ถูกคัดตัวติด ในโควต้าฟุตบอล แต่ได้ไปในโควต้านักฟุตซอลแทน

เขาได้บอกเรื่องนี้ กับคุณพ่อเพียง คนเดียวเพราะไม่กล้าบอกแม่ จนสุดท้ายในวันที่ ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เขาได้บอกคุณ แม่และร่ำลากัน ซึ่งสีหน้าของแม่ ก็เงียบเฉยไม่ได้พูดอะไร

แน่นอนว่าชีวิตในกรุงเทพของเด็กต่างจังหวัดมันไม่ใช่เรื่องง่ายในการใช้ชีวิตอุปสรรคต่างก็มีอย่างมากมาย ด้วยความเป็นแม่ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ได้ดั่งใจตัวเองแต่ก็ยังเป็นห่วงเขาเสมอ แม่โทรมาหาฟิวและได้เอ่ยคำสั้นๆว่า”เป็นไงบ้าง” ทันทีที่เจ้าฟิวได้ยิน มันเหมือนเป็นคำที่เปี่ยมไปด้วยพลังมากมาย

เขาเหมือนได้รับ แรงใจจากแม่ อย่างเต็มเปี่ยมด้วยเพียง คำๆเดียว ในวันนั้นเขาตั้งปฎิธานกับตัวเองไว้ว่าจะต้องพิสูจน์ให้คุณแม่เห็นว่าฟุตบอลมันจสามารถเลี้ยงตัวเองได้จริงๆ

ตลอดการเรียนที่สุรศักดิ์มนตรี เขาได้รับการขัดเกลาจาก อาจารย์ สกล เกลี้ยงประเสริฐ ทั้งเรื่องฟุตบอลและฟุตซอล เขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆตามลำดับในการแข่งขันรายการต่างๆของโรงเรียน ก่อนที่ในปี 2015 เขาเป็นกำลังพลคนสำคัญพาสุรศักดิ์มนตรี เถลิงบัลลังก์แชมป์กีฬาฟุตบอล 7 สี ได้สำเร็จ

และในทัวร์นาเม้นนั้น สโมสร แบงค็อก ยูไนเต็ด ได้มาดูฟอร์มการเล่นของเหล่าแข้งสุรศักดิ์มนตรี หากใครผลงานเข้าตา ก็พร้อมดึงไปเป็นทีม เยาวชนในสโมสร ซึ่งเจ้าฟิวก็ได้เป็น 1 ในคนที่ได้เซ็นสัญญากับ แบงค็อก ยูไนเต็ด

เขาดีใจมากจึงรีบ โทรหาพ่อว่าติดทีมแบงค็อกแล้ว แต่ก็ยังต้องให้พ่อฝากบอก กับแม่เพราะเขายังไม่กล้า ที่จะบอกเองตรงๆด้วยตัวเอง การเข้าไปอยู่ในสโมสรระดับชั้นนำของลีกไทยคงไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าเขาจะได้ขึ้น ชุดใหญ่ในปี 2017 แต่โอกาสที่จะได้ ลงสนามในฐานะ 11 ตัวจริงยังเป็นไปได้น้อยการจะเบียดเหล่า ผู้เล่นชั้นนำในทีม เป็นไปได้ยาก ทำให้เขาไม่ได้รับโอกาส ลงสนามกับชุดใหญ่เลยมีแค่โอกาสลงเล่นกับทีมสำรองของแบงค็อกเท่านั้น

ต่อมาเจ้าฟิวได้ตัดสินใจย้ายไปยัง อุบล ยูเอ็มที ในเลกสองฤดูกาล 2018 แบบสัญญายืมตัว เพื่อเพิ่มโอกาสในการลงเล่น ที่นั้นเขาได้รับโอกาสลงเล่นไป 10 เกมและทำให้กำแพงในใจของคุณแม่ที่มีต่อฟุตบอลพังลง เวลาที่เจ้าฟิวลงสนามทุกครั้ง จะเป็นคุณแม่ที่ตามไปดูเขาแทบทุกสนามและถ่ายรูปเขาอยู่ตลอด

พัฒนาการของเขากับ ฟุตบอลไทยลีก ก็เพิ่มพูนขึ้นๆเรื่อยๆ โดยในปี 2019 เขาย้ายไปเล่นให้กับอาร์มี่ ยูไนเต็ด และโชว์ฟอร์มจนติดทีมชาติในที่สุดในรุ้นอายุไม่เกิน 22 ปี ของ อเล็กซานเดร กาม่า ชุดลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน ที่ประเทศกัมพูชา เขาทำผลงานได้ประทับใจและเป็นส่วนสำคัญ พาไทยได้รองแชมป์ นั้นเป้นการติดทีมชาติที่เขาภาคภูมิใจ เพราะมันคือเครื่องหมายความพยายามอดทนฝ่าฟันเพื่อ เอาชนะอุปสรรคต่างๆ และความคิดของคุณแม่ และไม่ว่าในโอกาสต่อๆไปใน อนาคตจะเป็นเช่นไร เขาก็จะสู้เพื่อตัวเองและให้ครอบครัวสุขสบายด้วยลำแข้งของเขา

ปัจจุบัน เขาอายุ 24 ปี ช่วยต้นสังกัด ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ไล่ล่าแชมป์ ในศึกไทยลีก2021/2022 อย่างเต็มตัว ในฐานะฟูลแบ็คซ้าย การเดินทางของเขายังมีหนทางอีกยาวไกลมีหลายสิ่งมากมายๆที่ยังไม่ได้เจอ ชื่อเสียงอาจจะยังไม่เปรี้ยงปร้าง แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดหย่อนของเขาจะสามารถทำให้เขายืนอยู่บนวงการฟุตบอลไทยและเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับทีมชาติไทยในอนาคตได้อย่างแน่นอน

Leave a Reply

%d bloggers like this: